คนขับสวีฟสีแดงเปิดใจทั้งน้ำตา กรณีขวางรถพยาบาลจนคนป่วยในรถเสียชีวิต(มีคลิป)

คนขับสวีฟสีแดงเปิดใจทั้งน้ำตา กรณีขวางรถพยาบาลจนคนป่วยในรถเสียชีวิต(มีคลิป)

กรณีรถเก๋งสวีฟสีแดงขับขวางรถพยาบาล

ไม่ยอมหลีกทางให้ จนคนป่วยในรถเสียชีวิต

ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ล่าสุดคนขับยอมเปิดใจแล้ว

 “รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์อมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญ นายสมบูรณ์ เกิดทรัพย์ คนขับรถพยาบาล, นายจิรากร แซ่ตั้ง เจ้าหน้าที่ประจำรถ

พยาบาล, นางสายใจ แรมครบุรี ลูกสาวของผู้เสียชีวิต และ นายเกิดผล แก้วเกิดทนายความ ร่วมพูดคุยในประเด็นดังกล่าว

โดย นายสมบูรณ์ เกิดทรัพย์ เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ ตนเป็นผู้ขับรถพยาบาล เพื่อเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจาก รพ.ลาดกระบัง กรุงเทพฯ ไปยัง รพ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

ซึ่งเบื้องต้น ทางแพทย์จากรพ.ลาดกระบัง ได้แจ้งว่าอาการผู้ป่วยค่อนข้างหนัก ซึ่งทางญาติก็ระบุว่า ได้ทำใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่าผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตได้ โดยในขณะนั้น มีภรรยาของผู้ป่วยนั่งอยู่ในรถด้านหน้ากับตน และลูกชายนั่งอยู่ด้านหลังกับผู้ป่วย

เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ การจราจรขณะนั้นค่อนข้างหนาแน่น ได้เปิดสัญญาณเสียงและไฟเพื่อขอทาง ซึ่งก่อนหน้านี้ รถทุกคันก็หลบทางให้ทั้งหมด ยกเว้นรถยนต์คันสีแดงในคลิป ทั้งที่ตนเองสังเกตว่ามีจังหวะสามารถหลบทางให้ได้ จากนั้นตนตัดสินใจถ่ายคลิปวิดีโอไว้

นายสมบูรณ์ ระบุว่า เหตุผลที่ทำไมตนจึงไม่ขับเลี่ยงซ้าย เพราะว่าตนต้องขับรถแบบประคองตัว เนื่องจากถนนไม่เรียบ ตนเป็นห่วงอาการคนไข้ หากขับเปลี่ยนเลนบ่อย แรงเหวี่ยงจากตัวรถ อาจจะทำให้ท่อที่ช่วยหายใจหลุดออก และผู้ป่วยเสียชีวิตได้

นอกจากนี้ ที่ตนโพสต์คลิปนั้น ไม่ได้อยากดัง หรือไปประจานใคร เพียงต้องการสะท้อนว่า อยากให้หลบทางให้รถพยาบาล ซึ่งหลบให้เพียงครึ่งเลน รถพยาบาลก็สามารถขับผ่านไปได้แล้ว

นายจิรากร แซ่ตั้ง หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาล

ด้านนายจิรากร แซ่ตั้ง หัวหน้าเจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาล กล่าวต่อว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ตนได้แจ้งบริษัทต้นสังกัดเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว ตนเพิ่งจะมาทราบ ในเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 เม.ย.) ซึ่งตนในนามของรถพยาบาลที่ไปส่ง ก็ได้แสดงความเสียใจกับทางญาติผ่านทางโทรศัพท์ ทั้งนี้ ตนอยากฝากเคสนี้ไว้เป็นอุทาหรณ์ อยากให้มีการรณรงค์ให้รถทุกคันหลีกทางให้กับรถพยาบาลทุกประเภท

ทั้งนี้ นายจิรากร ระบุถึงกรณที่มีผู้สงสัยว่ารถพยาบาลคันนี้ เป็นรถเถื่อนหรือไม่ว่า ทางบริษัทได้ประสานไปที่ กองบังคับการตำรวจจราจร บก.จร. 02 ซึ่งแนะนำให้ยื่นเอกสารไปตรวจสอบที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการเรื่องเอกสารให้ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม นายจิรากร ระบุว่า หลังจากที่ทราบข่าวว่าผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว เป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานด้านการแพทย์ จาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. ตนรู้สึกตกใจ เพราะไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับบุคลากรทางการแพทย์

ด้าน นางสายใจ แรมครบุรี ลูกสาวของผู้เสียชีวิต ให้สัมภาษณ์สดทางโทรศัพท์ โดยกล่าวว่า วันนี้ (9 เม.ย.) ได้ฌาปนกิจศพของคุณพ่อเรียบร้อยแล้ว และตนยอมรับว่า ทางญาติๆ ได้ทำใจไว้แล้ว

ตั้งแต่ที่ รพ.ลาดกระบัง ว่าคุณพ่ออาจจะเสียชีวิต โดยก่อนหน้านี้ แพทย์ระบุว่า อาการคุณพ่อวิกฤติ หากฟื้นขึ้นมาก็อาจเป็นเจ้าชายนิทราได้

ทั้งนี้ ตนก็อยากฝากถึงรถคันดังกล่าวด้วยว่า ให้คิดว่าถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นกับครอบครัวตัวเอง แล้วต้องมีคนสูญเสียบ้าง จะรู้สึกยังไง ถึงแม้ตนจะทำใจไว้ก่อนแล้ว แต่ก็อยากให้คุณพ่อ มาเจอญาติๆ ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต อย่างไรก็ตาม นางสายใจ ระบุว่า ตนไม่คิดเอาผิดคนที่ขับรถขวาง ตนให้อภัย และอยากให้คุณพ่อไม่กังวล ไปสู่พบภูมิที่ดี

ขณะที่ นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ กล่าวว่า ตามกฎหมาย เมื่อผู้ใช้รถใช้ถนน ได้ยินเสียงสัญญาณของรถฉุกเฉิน หรือรถที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย มีหน้าที่ต้องหลบ ซึ่งตามกฎหมายให้หลบทางด้านซ้าย คนที่ฝ่าฝืนไม่หลบ จะมีความผิดในกฎหมายจราจรทางบก มาตรา 76 มีโทษปรับ 500 บาท

นอกจากนี้ รถที่วิ่งตามรถฉุกเฉิน ต้องเว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 50 เมตรด้วย

ซึ่งกรณีนี้ ไม่ใช่รถของหน่วยงานรัฐ ถือว่าไม่ผิดกฎจราจรในทางอาญา แต่หากมีรถชนิดใดก็ตามที่ขอทาง แม้ไม่มีสัญญาณไฟฉุกเฉินขอทางก็ตาม แล้วไม่หลบ อันเป็นต้นเหตุหรือสาเหตุให้ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต จะถือว่ามีความผิดทางแพ่ง สามารถดำเนินการฟ้องร้องต่อไปได้

นอกจากนี้ น.ส.วรรณวิษา บวรเจิดพงศ์ เจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาลคันที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นของบริษัทเอกชน โดยระบุว่า บริษัทจะให้บริการรับส่งผู้ป่วยตามนัดแพทย์ หรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกรณีที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ไม่สามารถดำเนินการได้ อย่างเช่นกรณีนี้ ที่ไม่เข้าข่ายว่าเป็นเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากผู้ป่วยโรคหอบหืด มีอาการสมองตาย ซึ่งญาติได้ทำใจไว้แล้วด้วย

โดยน.ส.วรรณวิษา เล่าเหตุการณ์ว่า หลังจากได้รับแจ้งจากทางญาติผู้ป่วยต้องการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย มีอาการสมองตาย กลับไปยังบ้านเกิด ที่ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ซึ่งภายหลังจากรับผู้ป่วยออกมา โดยมีภรรยาผู้ป่วยนั่งหน้ารถ ตนนั่งคอยประคองผู้ป่วยอยู่ด้านหลังรถ พร้อมกับลูกชายของผู้ป่วย

เมื่อถึงจุดเกิดเหตุไม่แน่ใจว่าบริเวณใด รู้เพียงว่ารถพยาบาลได้เบรกอย่างกะทันหันมาก จนผู้ป่วยเกือบตกจากเตียงที่นอนอยู่ด้านในรถ ตอนนั้นยอมรับว่าตนเริ่มรู้สึกไม่ดี เพราะทราบว่ามีรถอีกคันพยายามขวางอยู่ เคยเจอแต่ในโซเชียล ถึงกรณีที่มีการวิ่งขวางรถพยาบาล จนกระทั่งมาประสบกับตัวเอง ซึ่งรู้สึกแย่มากๆ ยิ่งมารู้ทีหลังว่าคู่กรณีเป็นเจ้าหน้าที่ของ สพฉ. ซึ่งมีลักษณะอาชีพคล้ายกัน ยิ่งทำให้รู้สึกไม่ดี โดยขณะนี้กระแสสังคมทำให้ตนไม่อยากตอบโต้อะไรกลับไปมาก แต่อยากให้เห็นใจกัน และมองว่าถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวตัวเองจะรู้สึกอย่างไร

นอกจากนี้ ยืนยันว่า ขณะปฏิบัติงานทุกครั้ง ในรถจะมีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั่งอยู่ด้วย เช่นเดียวกับวันที่เกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่ EMT หรือเจ้าหน้าที่เวชกิจฉุกเฉิน 1 คน นั่งไปด้วย สามารถให้การดูและพยาบาลเบื้องต้นให้ผู้ป่วยได้ ซึ่งในวันดังกล่าว ญาติผู้ป่วยเองก็ยืนยันว่าไม่ร้องขอพยาบาลวิชาชีพนั่งไปในรถด้วย เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ขณะที่ นายภาณุวัฒน์ ศรีเจริญ หรือ เอ้ แฟนคนขับรถยนต์รถซูซูกิสวิฟท์ สีแดง เปิดเผยว่า ขณะที่แฟนสาวของตนกำลังขับรถ ช่วงทางลงสะพานตรงถนนมิตรภาพในเขต จ.สระบุรี ตนเองก็กำลังหลับอยู่ จากนั้นแฟนก็สะกิดเรียกให้ตนตื่น ตนก็ได้ยินเสียงสัญญาณของรถฉุกเฉินแล้วเห็นว่ารถฉุกเฉินพยายามขับจี้ ตนก็มองดูบนถนนว่ารถฝั่งซ้ายของตนยังเข้าไม่ได้ และทางขวาก็ยังมีรถอยู่ พอถึงระยะหนึ่งเห็นว่าเลนซ้ายเริ่มโล่ง ตนจึงเปิดกระจกเพื่อยกมือโบกให้คนขับรถฉุกเฉินออกทางซ้ายไป แต่ตนไม่กล้ายื่นมือออกไปมากนัก จึงกลายเป็นภาพที่ตนนำข้อศอกเท้ากับกระจกไว้

พอรถคันดังกล่าววิ่งผ่านไป ตนจึงทราบว่าเป็นรถของบริษัทหนึ่งที่ตนก็รู้จัก ซึ่งหากลองสังเกตดูจะเห็นว่ารถคันนี้พยายามจะจี้ตูดรถของตน และหากฟังเสียงในรถพยาบาลคันดังกล่าว กลับมีเสียงอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อความแรงของรถ ซึ่งหากสังเกตจะพบว่ารถคันนี้มีการใช้ความเร็วของรถเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดด้วย

นายภาณุวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนทำงานอยู่ในวงการเดียวกัน ไม่มีความจำเป็นเลยที่ตนจะต้องกีดขวางรถพยาบาล ซึ่งในระหว่าง 1 นาทีที่คลิปปรากฏนั้น แฟนของตนที่เป็นคนขับก็ไม่ชินเส้นทาง ประกอบกับคนขับรถพยาบาลหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพตนไว้

ตนอยากถามกลับว่า ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร ระหว่างขับรถออกเลนซ้ายเพื่อรีบไปส่งต่อคนไข้ กับหยิบโทรศัพท์มาถ่ายคลิป ซึ่งตนอยากให้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คนขับรถฉุกเฉินต้องขับด้วยความเร่งรีบ แต่กลับขับรถมือเดียว แล้วอีกมือถือโทรศัพท์ไว้ แบบนี้ปลอดภัยหรือไม่

ส่วนกรณีที่รถคู่กรณีไม่กล้าเบี่ยงเลน เพราะเกรงว่าผู้ป่วยจะตกเตียงจริงหรือไม่ นายภาณุวัฒน์ ระบุว่า หากมีการบอกว่ากลัวผู้ป่วยตกเตียง แปลว่าอุปกรณ์ภายในรถนั้นไม่ได้มาตรฐาน เพราะเตียงภายในรถพยาบาลย่อมมีตัวกั้น หากเบี่ยงรถออกไปแล้วผู้ป่วยจะตกเตียงย่อมฟังไม่ขึ้น ส่วนตัวมองว่า เขาน่าจะจงใจที่จะโจมตีตน เพราะตนเคยเป็นเพื่อนกับเจ้าของบริษัทนี้มาก่อน แล้วมีปัญหาส่วนตัวกันในภายหลัง จึงไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ตนไม่ทราบว่าก่อนที่เขาจะตัดสินใจลงคลิป มีการปรึกษากันมาก่อนหรือเปล่า

สิ่งที่ตนอยากจะขอโทษกับสังคม เพราะตนได้ใช้คำพูดในเฟซบุ๊กรุนแรงเหมือนกับการใช้อารมณ์อาฆาต แต่ยอมรับว่า คนในรถเป็นครอบครัวและแฟนของตน ตนเพียงอยากออกมาปกป้องคนในครอบครัว

ซึ่งหลังจากนั้น ก็มีคนมาขุดคุ้ยว่าตนทำงานเกี่ยวกับรถฉุกเฉินเช่นเดียวกัน ซึ่งตนอยากบอกว่า ไม่ใช่ฝ่ายตนไม่ให้ทาง แต่แฟนตนไม่สามารถเบี่ยงรถไปได้จริงๆ เพราะด้านซ้ายตนก็เป็นรถบรรทุก สลับกับรถจักรยานยนต์ ด้านหน้าก็ไม่หลบให้ ไปทางขวาก็ไม่ได้ติดเกาะกลางถนน แล้วแฟนตนจะทำอย่างไร สิ่งที่โพสต์ลงไปในเฟซบุ๊ก ตนก็อยากจะชี้แจง ทำไมคู่กรณีถึงขับมาจี้รถแฟนตน หากคนขับเป็นคนอื่น แล้วตกใจจากการถูกขับจี้หรือเสียงสัญญาณจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุตามมาจะทำอย่างไร เพราะรถคันดังกล่าวก็ไม่ได้เปิดเสียงสัญญาณมาก่อนด้วย เพิ่งจะมาเปิดในตอนหลัง

นอกจากนี้ ตนทราบว่า รถคันดังกล่าวต้องการนำผู้ป่วยกลับไปยังภูมิลำเนา เพราะผู้ป่วยอยู่ในขั้นวิกฤติแล้ว ตนขอแสดงความเสียใจกับทางครอบครัวด้วย ตนและแฟนไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ตนทราบดีว่า 1 นาที สำคัญกับชีวิตทุกคน แต่ 1 นาทีตรงนั้น ตนและแฟนไม่สามารถขับไปได้ ตนทำงานบนรถพยาบาลไม่เคยขับไปจี้ใครขนาดนี้

ถ้าเขาไม่หลบทางเรา หรือคนขับรถฉุกเฉินจะต้องหลบหรือแซงไปให้ได้เอง ส่วนกรณีที่คนขับรถอ้างว่า ผู้ป่วยอยู่ในอาการหนักและออกซิเจนกำลังหมด ซึ่งบนรถไม่มีแพทย์หรือพยาบาลอยู่ด้วยเลยนั้น ตนขอให้ติดตามเรื่องนี้ด้วย

สำหรับกรณีที่มีคนเข้ามาต่อว่าตนผ่านเฟซบุ๊ก ตนไม่ได้รู้สึกโกรธ บางคนตนได้อธิบายไปทางแชทบ้างแล้ว แต่คนที่ไม่เข้าใจตนก็มี ด่าต่อว่าถึงบุพการีและขุดคุ้ยประวัติการทำงานของตน รวมถึงรบกวนเฟซบุ๊ก อีเมลล์ เบอร์โทรศัพท์ของตนด้วย ซึ่งจะมีการดำเนินการฟ้องหรือไม่ ตนยังไม่ขอตอบ เพราะต้องปรึกษาหลายฝ่าย ส่วนคู่กรณีที่ทำให้ตนและครอบครัวเดือดร้อน ก็คิดว่าจะต้องดำเนินการด้วย

ด้าน นางสาวจิราพร จุ้ยเสงี่ยม หรือ แก้ว คนขับรถยนต์และเป็นเจ้าของรถซูซูกิสวิฟท์ สีแดง กล่าวว่า วันนั้นเป็นวันแรกที่ตนขับรถออกต่างจังหวัดในเส้นอีสาน ตนจึงรู้สึกตื่นเต้นเพราะรถบรรทุกเยอะและเกิดอุบัติเหตุบ่อย พอช่วงจุดเกิดเหตุ ตนก็ไม่ได้มองกระจกหลัง แฟนและลูกชายตนที่นั่งมาด้วยก็หลับทั้งคู่ ตนก็ได้ยินเสียงรถข้างหลังเป็นเสียงสัญญาณฉุกเฉิน และขับมาจ่อท้ายรถตน ซึ่งเลนข้างๆ ก็มีรถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถแก๊ส ตนจึงพยายามขับอยู่ที่เลนของตัวเอง เพราะตนไปไม่เป็น ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ตนจึงรีบปลุกแฟนที่นั่งข้างๆ ให้มาช่วยดูทาง

ซึ่งตนก็อยู่ในวงการรถพยาบาลเช่นเดียวกัน สัญชาตญาณของคนขับที่มาด้วยความเร็ว ต้องหาเลนทางที่ไปได้ พอถึงจังหวะที่รถข้างหน้าตนเป็นรถสีเทา-ดำ ส่วนอีกข้างเป็นรถสิบแปดล้อ ตนก็ยังไม่กล้าขับเบี่ยงเลนออก พอแฟนตนตื่นขึ้นมา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถคันดังกล่าวออกเลนซ้ายได้ แฟนตนจึงเปิดกระจกเพื่อโบกให้รถคันดังกล่าวไป ขณะนั้นตนก็เห็นว่าคนขับหยิบโทรศัพท์มาบันทึกภาพ แต่พอคู่กรณีขับมาชิดข้างกับรถตน คนขับรถพยาบาลก็นำโทรศัพท์ลงทันที ภาพที่ปรากฏในโลกออนไลน์จึงไม่ทันเห็นว่าแฟนตนได้โบกมือให้ทาง แล้วคู่กรณีก็รีบขับออกไปทันที

ทั้งนี้ ตนยอมรับว่าตกใจที่เห็นว่าตัวเองกลายเป็นข่าว ตนเองไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่หลบทางให้รถฉุกเฉิน ตนทำงานตรงนี้จนถึงปัจจุบัน ตนอยู่กับคนไข้ตลอด ตนไม่ได้มีนิสัยแบบนั้น ตนพยายามจะหลบแต่ตนไปไม่ได้ อีกทั้ง ตนเข้าใจว่าสัญชาตญาณคนขับรถฉุกเฉินต้องหาทางไป ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมาจี้ตูดรถตนแบบนั้น

คุณแก้ว กล่าวทั้งน้ำตาว่า เรื่องที่เขาตั้งใจโจมตีตนหรือไม่นั้น ตนเห็นจากข่าวก็สงสัยเหมือนกัน ว่าทำแบบนี้ทำไม ตนโดนด่าเยอะมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องด่าตนเยอะขนาดนี้ ทำไมต้องมาตัดสินตนด้วยคลิปสั้นๆ ไม่กี่นาที บนรถก็มีลูกชายตนอยู่ด้วย แต่ตนไม่อยากเอามาเกี่ยว เพราะตอนนี้คนรอบข้างก็โดนต่อว่า ตนรู้สึกเจ็บและแย่มากไม่คิดว่าตัวเองจะมาเจอเหตุการณ์แบบนี้

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าวันนี้คนที่ปล่อยข่าวหรือโจมตีตนมาเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันจะรู้สึกอย่างไร ตนเป็นคนที่รักองค์กรที่ทำงานมาก แต่พอโดนขุดคุ้ยก็รู้สึกว่าเรากลายเป็นคนที่ทำให้องค์กรเสื่อมเสีย ยอมรับว่ากลัวจะถูกไล่ออก เพราะกระแสสังคมหนักมาก แต่ก็ขอให้เป็นดุลยพินิจของผู้ใหญ่ วันนี้ที่ตนได้พูดกับสังคม ไม่ได้อยากจะมาแก้ตัว แต่อยากขอความเมตตาจากสังคมด้วย ตอนนี้ตนก็โดนกดดันจนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

ขอบคุณที่มา:โต๊ะข่าวอมรินทร์

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Designed using Magazine Hoot. Powered by WordPress.